วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บทความที่ทำให้คุณรักในหลวงมากขึ้น

ไปเที่ยวห้องไกลบ้านมา เจอบทความ " ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ "

ไปเที่ยวห้องไกลบ้านมา เจอบทความ " ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ "

ได้อ่านบทความนี้จากเพื่อนใน FB ค่ะ เลยอยากจะเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆ พี่ๆ ลุง ป้า น้า อา ในห้องได้อ่านกันด้วยค่ะ


จากคุณ Pattama Fumfuang

ขอบคุณมาก ซึ้งจริงๆซึมเลยเรา เราคนไทยเองยังไม่คิดลึกซึ้งเท่านี้เลย ขออนุญาตส่งต่อนะคะอยากให้ทุกคนได้อ่าน

ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ

ไหน จะเขมร พม่า น้ำท่วม พายุ คลิป เสธหนั่น การประท้วง.. ที่สำคัญการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามหน้าwall และในหลายเว็ปไซ ด์....พาทั้งผมและคนไทยเครียดกันเป็นแถบๆ ถ้าไม่ให้ตกเทรนคงต้องคุยกันแต่เรื่องพวกนี้ แต่วันนี้มีเรื่องเล่าให้หายเครียดกับบรรยากาศบ้านเมือง แต่คนทำให้หายเครียดกลับไม่ใช่คนไทย กลายเป็นคนต่างชาติไปซะนี่...แปลก ซึ้ง แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง...ถ้ามีฝีมือใ นการถ่ายทอดพอคงได้ เห็นน้ำตาซึมออกมา เพราะความปีติอีกครั้ง...ตามมาครับ



เมื่อวัน ก่อน พอดีมีโอกาสต้อนรับนักธุรกิจชาวอังกฤษหนึ่งท่าน ที่มาตามงานที่เขาสั่งไว้..ตามภาษาคนทำ ธุรกิจเลยต้องรับขับสู้ให้ดี ที่สุดเพื่อโชว์ความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจ....เรื่องมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร มื้อค่ำครับ....เราก็ทานกันไปตามปรกติมาอีตอน ท้ายๆการสนทนาครับ...จำได้ว่า เราคุยกันเรื่องการลงทุนนี่แหละครับ...อยู่ดีๆ ฝรั่งตาน้ำข้าวก็พูดขึ้นมา ว่า..."คุณรู้ไหม ทำไมคนต่างชาติหลายๆประเทศทำไมตัดสินใจมาลงทุน ที่เมืองไทย "..เราก็ตอบไป ตามสไตล์คนอยากรู้ว่า ...ไม่รู้ เข้าทางฝรั่งเลยครับ เขาพูดขึ้นมาว่า "ส่วนมาก แล้วจะประเมินกันว่าแรงงานประเภทงานฝีมือคนไทยมี ศักยภาพสูงสุดในแถบเอเซีย สูงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ตอนนี้จะพอมีใช้ได้ก็เวียดนาม แต่ยังห่าง"....แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักนะครับ เพราะสิ่งที่นักธุรกิจคนนี้พูดต่ออกมาคือ....."แต่ปัจจัย หลักที่พวกเขา ตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทยเป็นเพราะ "ในหลวงฯ.."..เริ่มอึ้งไป ชั่วขณะเพราะงง..จึงถามกลับไปว่าทำไมจึงเป็น เพราะ ในหลวงฯ...มาฟังคำตอบชัดๆเลยครับ..

"ก็เพราะ ประเทศคุณมี king of king...(แปลไม่ถูก เพราะหัวใจมันพองโตขึ้นมาในทันใด)...พวกเราเป็น ที่รู้กัน มาตลอดว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน มันจะผ่านไปได้ทุกครั้ง แม้นกระทั้งความรุนแรงหรือความแตกแยกทางความคิดใดๆ หากเกิดขึ้น...เพียงในหลวงฯของคุณบอกให้ จบทุกอย่างจะจบ ด้วยความสงบสันติ"...แล้วผมก็ถาม กลับไปว่าตอนนี้เรายังมีปัญหาอยู่เลย..เขา ตอบกลับทันทีว่า "เรื่องการจราจลเผาเมืองที่ผ่านมาเขาตามข่าวมาตลอดด้วยความเป็นห่วง แต่ที่แปลกใจก็คือครั้งนี้ในหลวงไม่ออกมา แต่นั้นทำให้เขารู้ว่า..ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องความ"แตกแยก"แต่เป็นเรื่อง"การเมือง" ในหลวงฯจึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว"......

...จบตอนนี้ผม อึ้ง ทึ่ง สมองสั่งการให้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันทีว่า..จริงด้วยเราหลงทางหรือเปล่าที่ คิดว่าเราแตกความสามัคคี จริงๆแล้วเป็นเรื่องการเมือง ของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น....คิดได้เท่านั้นทุกอย่างก็หยุดลง เพราะคำว่า"ในหลวง"ที่มี คุณูปการมากมายที่มีต่อคนไทย จนคนไทยอย่างเราเองคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงว่าคนต่างชาติมาลงทุนบ้านเราเพราะพระบารมีของพระองค์...ผมกับคุณพ่อเริ่มออกอาการซึมเพราะมันรู้สึกตื้นตัน อย่างบอกไม่ถูกเวลานั้น..... ทุกอย่างแห่งความซาบซึ้งน่าจะจบลงตรงนั้นแต่แล้ว..น้ำตามันซึมออกมาเองอีก ครั้ง...เมื่อตอนคนมาเก็บเงินค่าอาหาร...ในตอนที่ เอาเงินส่งให้พนักงาน...ฝรั่งคนเดิมพูดขึ้นมาอีก ว่า....

"คน ไทยนี่โชคดีจริงๆนะ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร มีในหลวงฯคอยติดตามเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา"....ผมกับพ่อ หันไปมอง คราวนี้พ่อผมถามเองเลยว่า..คุณรู้ได้อย่างไร เขาตอบกลับทันทีเลยว่า...."ก็ผมเห็น ธนบัตรไทยมีรูปในหลวงฯของพวกคุณอยู่ ทุกๆใบแม้นกระทั่งในเหรียญที่มีค่าน้อยที่สุดถึงมีค่ามากที่สุดในธนบัตร เห็นเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดังนั้นเวลาคนไทยไปไหน ในหลวงฯจะอยู่กับคนไทยตลอดเวลา ไม่เคยห่างกัน ผมยังสงสัยเลยว่า ทำไมรัฐบาลคุณไม่ พิมพ์คำว่า.."เรารักในหลวง" ลงไปในธนบัตร.."..ทั้งผม ทั้งพ่อน้ำตากลั้นไม่ ไหวจริงๆครับ มันซึมออกมาแบบไม่อายเลย น้ำลายมันก็กลืนไม่เข้าเวลานั้น....."เท่ห์" มากครับ ที่เกิดเป็นคนไทย หัวใจมันพองโต จนรู้สึกว่าตายกี่ชาติต่อกี่ชาติ ขอให้ได้เกิดเป็นคนไทยทีเถิด....


ส่งแขก เสร็จกลับบ้านกับพ่อสองคน..ตลอดทางไม่พูดกันซักคำ ต่างคนต่างเงียบ ผมก็ได้แต่นั่งคิดถึงคำพูดไอ้ฝรั่งคนนี้มาตลอดทาง มันเป็นความสุขที่ได้รับแบบคาดไม่ถึงจริงๆครับ ....พอถึงบ้านจอดรถให้พ่อลงที่หน้าบ้านเห็นแม่มายืนรออยู่...พอพ่อลงรถคำแรก ที่พ่อพูดกับแม่คือ..ถามลูกมันดูซิว่า แกรรี่เค้าพูดถึงในหลวงว่ายังงัย.....จบครับ เป็นอันว่าตลอดทางที่กลับบ้านพ่อผมคิดถึงแต่เรื่องในหลวงฯแน่นอน.....


เรื่อง ทั้งหมดที่เล่าคงอธิบายความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอดทั้งหมดไม่ได้ แต่อยากแบ่งปันครับ....แบ่งปันให้พวกเราเก็บ เรื่องดีๆนี่ไว้ในความทรงจำ เพื่อแบ่งปันกันต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คนอื่นมองเห็นเราชัดเจนกว่าตัวเราที่เป็นคนไทย ซะอีก...คำว่า เป็นเรื่อง"การเมือง" ไม่ใช่ เรื่องความ"แตกแยก"....อาจเป็นคำ ตอบให้คนไทยกลับมาคิดทบทวนกันอีก ครั้งว่า..เราแตกแยกกันจริงหรือ..เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่ สุด จนคนทั้งโลกยังอิจฉาแต่เราบางคนกลับมองไม่เห็น......

เพิ่งรู้ และสัมผัสกับคำว่า หัวใจพองโต...มันคับฟ้าคับแผ่นดิน..จริงๆนะ ครับ..ที่สำคัญคือ..การที่รู้สึก แบบนี้ได้เป็นเพราะ..ผมเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดเป็น "พ่อของ แผ่นดิน"..พระองค์ฯ ต้องอยู่เป็นมิ่งขวัญให้คนไทยทั้งแผ่นดินตลอด ไป ....จริงไหมครับ..????



ที่มา : http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H10706896/H10706896.html

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

49 ข้อดีที่ต้องมีในเน็ต


1. คนรู้เรื่องของคนที่เขาเกลียดดีกว่าคนที่รัก

2. คนชอบถามหาหลักฐาน แต่เวลาตัวเองอ้างมั่งไม่ค่อยจะมีหลักฐาน

3. เขียนยาวไปคนไม่อ่าน

4. เขียนสำนวนเคร่งขรึมคนก็ไม่อ่าน

5. ชาวเว็บไม่ชอบเรื่องซีเรียส ถึงเป็นเรื่องเครียดก็ต้องเขียนให้ฮา

6. ยอดคนคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง

7. มีคนคอยตามอ่านเงียบๆมากมายที่ไม่โผล่ตัวออกมา

8. บางทีเรื่องที่เถียงกันไม่มีสาระอะไร แต่เถียงกันไปเพราะแค่อยากเอาชนะ

9. ปิดจอคอมไปนอนก่อนซะอาจจะดีกว่านั่งเถียงแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ

10. เกรียนปากดีตามเว็บบอร์ด พอเจอตัวจริงมักเจี๋ยมเจี้ยม

11. แต่คนอัธยาศัยดีในบอร์ด ตัวจริงก็อัธยาศัยดีเหมือนกัน

12. มนุษย์สายพันธุ์กูเกิลรู้ทุกเรื่อง แต่ถ้าคุยลึกๆจริงๆแล้วจะไม่รู้สักเรื่อง

13. แถมวิเคราะห์ วิจารณ์ ไม่ได้อีกตะหาก

14. เรื่องดราม่ามักจบลงด้วยคำว่า "ขอโทษ"

15. แต่ถ้ามีเรื่องครั้งใหม่ เรื่องเดิมก็จะถูกขุดโคตรเหง้าศักราชมายำต่อ

16. คำด่าในเว็บ โดยมากมักจะไม่ใช่คำด่าจริงๆที่คนพิมพ์กล้าพูดต่อหน้า

17. คนด่าบางทีก็ลืมไปว่าตัวเองเคยด่าเรื่องอะไรไว้

18. แต่คนถูกด่ามักจะไม่ลืม

19. คอมเมนต์มักถูกชี้นำด้วยความคิดเห็นแรกเสมอ

20. โดยเฉพาะเว็บพันทิป

21. เวลาไพรม์ไทม์ในการตั้งกระทู้ คือ 17.00-22.00

22. แต่เวลาอัพบล็อกจะเป็น 9.00-12.00 และ 19.00-23.00

23. อยากดราม่าให้เริ่มประเด็นต่อไปนี้ การเมือง สถาบันการศึกษา ภาษา ศาสนา ความเชื่อ และ XXX

24. แล้วอีกไม่นานคุณก็จะได้พาดหัวขึ้นดราม่าแอดดิคต์เอง

25. อีกวิธีคือไปหาเรื่องเมมเบอร์ดังๆ

26. เกือบทุกความคิดเห็นพร้อมจะเปลี่ยนข้างเมื่อกระแสเปลี่ยน

27. ทั้งที่ข้อเท็จจริงมันไม่เปลี่ยน

28. คนที่ไม่เปลี่ยนข้างมีสองกรณี คือเกรียน กับ มั่นใจ

29. ซึ่งทั้งสองประเภทแยกออกได้จากลักษณะการใช้คำ

30. คนตั้งกระทู้/เขียนบล็อกมีสามแบบ

31. หนึ่งคือเขียนแล้วทิ้ง กลับมาดูแต่ไม่ให้ความเห็นตอบ

32. สองคือตะบี้ตะบันขยันตอบมันทุกคอมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หาเรื่องหรือคอมเมนต์ดีๆ

33. สามคือเลือกตอบเฉพาะคอมเมนต์ที่พอใจจะตอบหรือมีสาระพอจะตอบ

34. หลายคนอ่านแค่หัวเรื่องแล้วพิมพ์ตอบเลย

35. ซึ่งทำให้เกิดดราม่าหรือเรื่องฮา ขึ้นอยู่กับความซีเรียสของเนื้อหาและคำตอบ

36. แต่หลายคนอ่านจนครบแล้วก็ยังตอบไม่เข้าเรื่อง

37. เรียกว่าอ่านหนังสือไม่แตก เป็นปัญหาของระบบการศึกษาภาษาไทย

38. ทำให้เกิดดราม่ามากมาย หาได้ตามเว็บบอร์ดทั่วไป

39. การเถียงกันบนกระทู้สาธารณะ ไม่ร้ายเท่าการถูกส่งเมล์ด่า เอ็มเอสเอ็นด่า หรือหนักสุดคือโทรตามด่า

40. กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นโรคจิตคุกคาม คนที่เคยโดนควรแจ้งตำรวจลงบันทึกประจำวัน

41. อย่าปล่อยให้คนโรคจิตบนเน็ตลอยนวล

42. คนที่อ้างว่าเป็นกลาง ไม่เคยเป็นกลางจริงๆ

43. บางทีคนเลือกข้างยังเป็นกลางกว่า

44. อำนาจโฟโต้ช็อปเหนือทุกสิ่ง

45. แต่ที่เหนือกว่าคือ ICT

46. เพราะประเทศนี้มีระบบกรองข้อมูลจากต่างประเทศระดับสูงที่มีเพียงสามประเทศในโลก

47. ซึ่งอีกสองประเทศคือจีนแดง และเกาหลีเหนือ

48. อย่าซีเรียสกับเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนสังคมอินเตอร์เน็ต

49. สุดท้ายแล้วเราก็ต้องทำงานหาเงินมาจ่ายค่าไฟ-ค่าเน็ตเองอยู่ดี

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ระเบิดปรมาณู 3ครั้งของโลก








16 กรกฎาคม 2488 สหรัฐอเมริกา ทดลองระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลกในทะเลทรายรัฐนิวเม็กซิโก ในชื่อ “แผนปฏิบัติการทรินิตี้” ระเบิดลูกนี้เป็นหนึ่งในสามลูกแรก ที่สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการสร้างระเบิดอะตอมชื่อ “โครงการแมนฮัตตัน”


6 สิงหาคม ค.ศ. 1945
พันเอกพอล ทิบเบ็ตส์ ผู้ขับเครื่องบิน “เอโนลา เกย์” นำ “Little Boy” ไปถล่มฮิโรชิมา



9 สิงหาคม 2488 สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 ที่เมือง นางาซากิ ในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นเมืองท่าอุตสาหกรรมี่สำคัญของญี่ปุ่น ส่งผลให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในเวลาต่อมา (นางาซากิ ถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองด้ววอานุภาพระเบิดปรมาณูชนิด พลูโตเนียม มีผู้เสียชีวิต 73,884 คน)

การทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เป็นระเบิดลูกสำคัญที่ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นเหตุการณ์ที่โลกต้องจดจำจากเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 250,000 คน


เมฆรูปดอกเห็ดที่ลอยตัวสูงถึง 18 กิโลเมตรเหนือจุดระเบิดของ "ชายอ้วน" หรือ "แฟทแมน"


รางวัลโนเบล (สวีเดน: Nobelpriset; อังกฤษ: Nobel Prize) เป็นรางวัลประจำปี ที่มอบให้กับบุคคลที่มีผลงานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ (มอบให้กับองค์กรได้ ถ้าเป็นกรณีของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ)

การมอบรางวัลโนเบลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 10 ธันวาคม โดยผู้พระราชทานคือ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงแม้ว่าบางปีรางวัลบางสาขาอาจไม่มีการตัดสิน แต่มีข้อกำหนดว่าระยะการเว้นการมอบรางวัลต้องไม่เกิน 5 ปี สำหรับ
ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัลประมาณ 10 ล้านโคร์นหรือประมาณ 44 ล้านบาท




รางวัลโนเบลเป็นความตั้งใจก่อนเสียชีวิตของ อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) นักเคมีชาวสวีเดน ผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ซึ่งรู้สึกเสียใจจากการที่ระเบิดของเขาถูกนำไปใช้ในการคร่าชีวิตมนุษย์ เขาจึงมอบ 94% ของทรัพย์สินมาให้เป็นเงินทุนในรางวัลโนเบล 5 สาขา (เคมี, การแพทย์, วรรณกรรม, สันติภาพ และฟิสิกส์)

สำหรับสาขาเศรษฐศาสตร์นั้น ได้เพิ่มเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) โดยธนาคารแห่งชาติสวีเดน โดยชื่ออย่างเป็นทางการคือ Bank of Sweden Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel (รางวัลธนาคารกลางสวีเดน สาขาเศรษฐศาสตร์ ในความทรงจำถึง อัลเฟรด โนเบล) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Nobel Memorial Prize in Economics โดยผู้ตัดสินรางวัลคือ Royal Swedish Academy of Sciences. เนื่องจากรางวัลนี้ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจก่อนเสียชีวิตของ อัลเฟรด โนเบล ดังนั้นจึงไม่ได้รับเงินรางวัลจากมูลนิธิโนเบล แต่ได้รับเงินจากธนาคารกลางสวีเดน อย่างไรก็ตาม รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากับรางวัลในสาขาอื่น ๆ การมอบรางวัลนี้ ก็จะมอบในวันเดียวกันกับรางวัลโนเบลสาขาอื่น โดยมีกษัตริย์สวีเดนเป็นผู้มอบตั้งแต่ปี 1902 เป็นต้นมา ได้รับเหรียญตรา และจำนวนเงินเท่าเทียมกัน ซึ่งในตอนแรกนั้นกษัตริย์ออสการ์ที่ 2 แห่งสวีเดนทรงไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการมอบรางวัลที่สำคัญสูงสุดระดับประเทศนี้ให้กับคนต่างชาติ แต่สุดท้ายพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนพระทัยเนื่องจากทรงเล็งเห็นว่ารางวัลที่สำคัญนี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

สวัสดีคะน้องๆ ที่ใส่ใจสุขภาพ เวลาเกือบ 3 เดือนต่อจากนี้ พี่จะขอรับอาสาดูแลร่างกายน้องๆ เอง และเรื่องราววันนี้จะแนะนำท่ากายบริหารสำหรับลดพุงสลายไขมันกัน คงถูกใจหลายคนเลยล่ะสิ




ท่าที่ 1
ยืนกางขาทั้ง 2 ข้าง แขม่วท้องและพยายามเกร็งค้างไว้ ยกแขนขึ้น แล้วเอาแขนลง ทำอย่างนี้ต่อเนื่องไปเซตละ 20 ครั้ง ทำซ้ำกันอย่างน้อย 30 ครั้ง หรือมากกว่า

ท่าที่ 2
นั่งคุกเข่ากับพื้นทับขาทั้ง 2 ข้างไว้ ชูมือขึ้นจนสุดทั้ง 2 ข้าง ก่อนที่จะเอนไปด้านหลังให้มากที่สุด แล้วค้างไว้ 8-10 วินาที จะทำให้หน้าท้องได้ออกกำลังกาย

ท่าที่ 3
ยกมือประสานกันไว้ด้านบน บิดตัวไปด้านใดด้านหนึ่งค้างไว้ 20 วินาที แล้วบิดสลับมาอีกด้าน

ท่าที่ 4
มาเล่นท่ายากกันบ้าง นอนหงายกับพื้น เหยียดตัวตรงงอเข่า 2 ข้าง เข้าหาหน้าอก ก่อนจะยกขาขึ้นเหยียดตรงไปด้านบน ค้างไว้ 3 วินาที ก่อนจะกลับมาที่ท่างอเข่า แล้วเหยียยดขาตรงเหมือนท่าเริ่มแรก ทำอย่างนี้ต่อไปอย่างน้อย 15 ครั้ง





บริหารเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไขมันหน้าท้องจะลดลงจนสังเกตเห็นเลยเชียวล่ะ แต่วิธีที่ดีที่สุดในการไม่มีพุงเลย คือการเลือกรับประทานอาหาร ลดหรือเลิกรับประทานอาหารที่พวกไขมัน แป้ง น้ำตาล ในปริมาณมาก รับประทานผัก ผลไม้ เพื่อช่วยในการย่อย หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากจะไม่อุ้นยังมีร่างกายที่แข็งแรงสุขภาพดีอีกด้วยครับ