วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555



เช็ค “แสงไฟ” ในห้องอ่านหนังสือ เลือกใช้ถูกหลักหรือไม่ พร้อมวิธีแก้ไขควรปฏิบัติ ช่วยถนอม “สายตา” บอกลา “อาการตาเพลีย”

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลังอ่านหนังสือ มักปวดรอบ ๆ ตา และหน้าผาก ตาพร่ามัว ตาลายเป็นพัก ๆ เคือง แสบ หรือ มีน้ำตาไหลร่วมด้วย นั่นเป็นสัญญาณของอาการ “ตาเพลีย” ซึ่งมักเกิดจากการใช้สายตาขณะแหล่งแสงไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อดวงตาคู่สวยทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพไปนาน ๆ การเลือกใช้แสงไฟอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับ “แสงจากธรรมชาติ” ควรเลี่ยงแสงสว่างจ้า เพราะจะทำให้สายตาอ่อนล้า หากมืดเกินไปก็เป็นปัจจัยทำสายตาสั้นได้เช่นกัน จึงควรหาโคมไฟติดไว้ เพื่อช่วยปรับแสงให้พอดีกับสภาพแวดล้อมแต่ละวัน

หากเป็น “แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะ” ควรใช้หลอดที่มีแสงสีนวล เลี่ยงแสงสีขาว หรือ เหลืองเกินไป เพราะจะทำให้แสงแยงตา ทั้งนี้ เพื่อการมองตัวหนังสือได้แจ่มชัด แสงที่ตกสะท้อนจากกระดาษไม่ตกเข้าตา ควรจัดวางตำแหน่งโคมไฟให้แสงเข้าด้านข้างซ้ายมือจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ช่วยให้อ่านได้สบายตา และนานขึ้น ทั้งยัง เป็นการลบเงาที่จะเกิดขึ้นด้วย

นอกจากนั้น ควรเลี่ยงอ่านหนังสือในบริเวณที่เป็น “แสงไฟกระพริบ” เพราะจะส่งผลให้ประสาทตาเสียเร็ว เนื่องจากถูกกระตุ้นตามจังหวะกระพริบของแสงนั่นเอง.

การฉลองรับปีใหม่แบบแปลกๆ




ยังพอมีควันหลงบรรยากาศฉลองปีใหม่ทั่วโลกให้ได้เห็นกัน โดยเฉพาะประเพณีความเชื่อแบบแปลกๆ สุดแหวกแนวในหลายท้องถิ่นหลายประเทศ ที่ว่ากันว่าปฏิบัติสืบทอดกันมานานแล้วเหมือนกัน นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองแบบพื้นๆ ธรรมดาๆ อย่างจัดปาร์ตี้ร่ำสุรา จุดพลุดอกไม้ไฟ หรือแบบเราที่นิยมเข้าวัดสวดมนต์และทำบุญตักบาตรเพื่อรับสิ่งอันเป็นมงคลเข้าสู่ชีวิต

การฉลองรับปีใหม่แบบแปลกๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นที่ว่าจะพิสดารหรือแหวกแนวแค่ไหนลองพิศกันดู

@ แขกคนแรก

ตามความเชื่อของชาวสกอตแลนด์ เขามีประเพณีที่เรียกว่า "ฮอกมาเนย์" เชื่อกันว่า บุคคลแรกที่ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนแปลกหน้าที่ก้าวมาอยู่หน้าประตูบ้านหลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันปีใหม่ ซึ่งอาจต้องมีของติดไม้ติดมือมาด้วยอย่างเช่น เกลือ ถ่าน หรือขนมปังชอร์ตเบรด จะนำความโชคดีมาสู่เจ้าของบ้านหลังนั้นตลอดทั้งปี เจ้าของบ้านหลังนั้นเองก็จะจัดเลี้ยงต้อนรับทั้งอาหารและเครื่องดื่มอย่างเต็มที่แก่แขกผู้มาเยือนคนแรกเป็นการตอบแทน ว่ากันว่าตามความเชื่อของชาวสกอตแลนด์ "แขกคนแรก" ที่เจ้าของบ้านอยากให้มา เป็นชายรูปร่างผอมสูงมากกว่า แต่ไม่ได้มีการให้เหตุผลว่าทำไม

@ กางเกงในนำโชค

หลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ที่มีชายหาดสวยงามอย่างใน บราซิล อุรุกวัย เวเนซุเอลา และเปรู การจัดปาร์ตี้ฉลองบนชายหาดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตในทุกๆ ปีของการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ นอกจากการจัดเดินขบวนพาเหรดหรือจุดพลุดอกไม้ไฟอันยิ่งใหญ่อลังการ ผู้คนในแถบนี้ยังมีความเชื่อของ "สีกางเกงใน" ที่ใส่ฉลองรับวันปีใหม่กันด้วย เชื่อกันว่าสีของกางเกงในที่สวมใส่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความโชคดี โดยสีที่คนนิยมสวมใส่มากที่สุดคือ สีแดง มีความหมายถึง "ความรัก" และ สีเหลือง หมายถึง "เงินทอง หรือความร่ำรวย" ใครอยากได้สิ่งไหนเป็นของขวัญวันปีใหม่ก็เลือกสีใส่กันเอาเอง

@ กินองุ่น 12 ผล

ทันทีที่นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนครั้งแรกจนครบ 12 ครั้งของการเข้าสู่วันปีใหม่ ชาวสเปนจะพยายามกินองุ่นให้ได้ 12 ผลภายในช่วงเวลาดังกล่าว ภายใต้ความเชื่อที่ว่า หากกินองุ่นครบ 12 ผลสำเร็จในชั่วเวลาที่นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน จะนำพาความโชคดีมาสู่ชีวิตตลอดทั้ง 12 เดือนของปี

@ เขวี้ยงจาน

หากใครเห็นเศษจานชามเกลื่อนหน้าประตูบ้านของชาวเดนมาร์กในช่วงวันปีใหม่ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะเป็นความเชื่อที่ยึดปฏิบัติกันมานานว่า หากสามารถเขวี้ยงจานชามใส่หน้าประตูบ้านให้แตกละเอียดเป็นเศษซากได้มากชิ้นเท่าไร จะยิ่งนำพามิตรภาพมาสู่บ้านหลังนั้นมากเท่านั้น นอกจากนี้ ชาวเดนมาร์กยังนิยมก่อกองไฟรอบต้นคริสต์มาส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป

@ เผาหุ่น

การฉลองปีใหม่แบบความเชื่อเก่าๆ ของชาวปานามา ค่อนข้างจะรุนแรงสักหน่อย โดยจะมีการเผาหุ่นคนที่เป็นบุคคลสาธารณะ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า "มูเนคอส" หุ่นคนเป็นตัวแทนของปีเก่า ซึ่งการเผาหุ่นก็หมายถึงการทำลายสิ่งเก่าๆ เพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า

@ กินกะหล่ำ

ในประเทศเยอรมนี ไอร์แลนด์ และบางท้องถิ่นในประเทศสหรัฐอเมริกา มีความเชื่อเกี่ยวกับการกินผักกะหล่ำนำโชค เนื่องจากผักกะหล่ำมีสีเขียว เหมือนกับเงิน และเชื่อว่าจะนำความโชคดีมาให้.....

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทายใจ จากการส่องกระจก




เชื่อว่าก่อนที่จะก้าวเดินออกจากบ้าน คนเราจะต้องส่องกระจกตรวจเช็คความเรียบร้อยของตัวเองกันก่อนทุกครั้งใช่ไหมจ๊ะ ซึ่งรู้กันบ้างรึเปล่าว่าท่าทางที่เราแสดงออกไปเมื่อยืนอยู่หน้ากระจกนั้น สามารถบ่งบอกนิสัยของเราได้ด้วย โดยถ้าแสดงสีหน้าแบบ...


ท่าทางทะเล้น :: เป็นคนขี้เล่น มีชีวิตที่สนุกสนาน สดใสตลอดเวลา มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เพื่อนฝูงมากมาย มีความห้าวหาญ ไม่กลัวใคร กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาทุกรูปแบบ ไม่ชอบที่จะอยู่ภายใต้คำสั่งของใคร มีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ส่งยิ้มให้กับตัวเอง :: มีนิสัยน่ารัก เป็นแม่พระในหมู่เพื่อนฝูงและคนรอบข้าง รักเพื่อน ชอบให้ความช่วยเหลือ คอยเป็นห่วงเป็นใย และพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ


เด็กดีดอทคอม :: ทายใจจาก...การส่องกระจก



ตีหน้าเครียด :: เป็นคนเอาการเอางาน จริงจังกับชีวิต ไม่ชอบที่จะปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ พยายามหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา ไม่ชอบที่จะอยู่นิ่งเฉย และจะไม่ยอมทำสิ่งใดที่รู้ว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง




แอบปลื้มตัวเองในกระจก :: มีอารมณ์ศิลปิน ช่างคิด ช่างฝัน ช่างจินตนาการ เป็นคนที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มีความทะเยอทะยานสูง เมื่อคิดหรือตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ก็จะมุมานะทำให้ถึงจุดหมายนั้นให้ได้

เขินอาย ไม่กล้าสบตาตัวเองในกระจก :: เป็นคนขี้อาย แต่มีความยึดมั่นในความคิดของตัวเอง มีอารมณ์สุนทรีย์ อ่อนโยน มีความเป็นตัวของตัวเอง ขยันหมั่นเพียร แต่ก็แอบมีมุมที่ดื้อซ่อนอยู่ในตัวเหมือนกัน

สำรวจตัวเองทุกกระเบียดนิ้ว :: เป็นคนรักสวยรักงาม พยายามเอาใจใส่ตัวเองให้ดูดีเสมอ รักความก้าวหน้า มีความพยายามที่จะผลักดันให้ไปถึงจุดที่สูงสุดที่ต้องการ คล่องแคล่ว ไม่ชอบที่จะอยู่ว่างเฉยๆ มักจะหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา


วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เรื่องราวของเจ้า Oogy (อูร์กี้)



เรื่องราวของเจ้า Oogy (อูร์กี้)

ตั้งแต่ อูร์กี้ ยังเป็นเด็ก มันถูกเจ้านายของมันที่เปนเจ้าของคอกสุนัข จับให้เป็น คู่ซ้อมให้กับหมาพันธุ์ดุร้ายต่างๆ เพื่อยั่วโมโหก่อนลงสนามจริง จนเรื่องราวรู้ไปถึง สมาคมผู้พิทักษ์สัตว์ในอเมริกา ทำให้ช่วยเหลือ อูร์กี้ออกมาได้ทัน ในสภาพ ที่ไม่มีใบหน้าด้านข้าง ! และไม่มีหู แล้ว ! พบว่าอาการของอูร์กี้ ร้ายแรงกว่าที่เห็นมากนัก กรามและกระดูกแหลก กระโหลกแตกร้าว การผ่าตัดชุบชีวิตใหม่ของอูร์กี้ ใช้เวลานานหลายปี และยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากจิตแพทย์สุนัข มาช่วยเหลือมันอย่างเต็มที่ที่สุด จากนั้น อูร์กี้ ก็ได้ไปอยู่กับเจ้าของใหม่ที่ยินดีจะดูแลมันไปตลอด และเค้าสัญญาว่าจะดูแลมันเป็นอย่างดี ชดเชยกับสิ่งที่มันได้รับ


















และเรื่องราวของ อูร์กี้ ได้ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Oogy: The Dog Only a Family Could Love ในเวลาถัดมาอีกด้วย
น่าสงสาร อ่านแล้วน้ำตาจะไหล

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลักษณะมือ....ทายนิสัย





ยื่นมือซ้าย หรือขวาออกมา หลังจากนั้นก็พินิจพิจารณากันให้ดีๆ ว่ามือขอน้องๆ มีรูปร่างลักษณะอย่างไร อ๊ะๆ กำลังสงสัยกันใช่ไหมว่าเพราะอะไรพี่ปัดถึงให้ดูมือของตัวเอง ก็เพราะลักษณะของมือนั้นสามารถบ่งบอกนิสัยของเราได้!!

มือสี่เหลี่ยมด้านเท่าหรือเกือบเท่า :: แสดงว่าเป็นนักปฏิบัติ ทำมากกว่าพูด จิตใจหนักแน่นมั่นคง แต่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน อดทนต่องานที่ใช้กำลังกายได้ดี ชอบทำงานกลางแจ้ง ไม่ชอบงานที่ต้องใช้ความประณีตละเอียดอ่อน หรือใช้ความคิดวิเคราะห์รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ แต่เป็นคนที่วางแผนระยะยาวได้ดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตัดสินใจได้เด็ดขาดไม่โลเล ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ทำอะไรก็มีระเบียบแบบแผนดี ชอบทำตามระเบียบแบบแผนเดิมๆ




มือรูปใบพาย :: ลักษณะฐานมือกว้างกว่าด้านปลายนิ้ว มีความยาวมากกว่ากว้าง เป็นคนอยู่ไม่สุข ชอบคิดชอบทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา มีความคิดสร้างสรรค์ดี กระตือรือร้นอยู่เสมอ แต่ค่อนข้างใจร้อน ทำอะไรอยากเห็นผลเร็วๆ มีโครงการอยู่ในหัวเสมอ ถ้าเนื้อฝ่ามือแข็งจะเป็นช่างและนักบริหารที่ดีได้ แต่ถ้าเนื้อฝ่ามืออ่อนนุ่มเกินไปก็จะเป็นคนคิดมากกว่าทำ ฟุ้งซ่าน ไม่ได้ลงมือทำจริงๆ สักที


มือข้อนิ้วเป็นปุ่มปมโตเห็นได้ชัด :: เป็นคนมีเหตุมีผลดี ควบคุมอารมณ์ได้ดี มีสติปัญญาและความจำดี มีความคิดที่ละเอียดลึกซึ้ง มีจิตวิทยาสูง สนใจในศาสนาและศาสตร์ลี้ลับ มีความอดทนและมานะพยายามเป็นเลิศ เป็นคนพูดจริงทำจริง





มือเรียว :: รูปมือค่อยๆ เรียวลงทางปลายนิ้ว อย่างสวยงาม เป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย แปรปรวนง่าย ความรู้สึกไว เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ไม่ค่อยอดทน เบื่อง่าย ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้เก่ง มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นคนมีเสน่ห์ ดูสดใสร่าเริงเวลาที่อารมณ์ดี เวลาอารมณ์เสียก็จะเกรี้ยวกราดไม่มีเหตุผล มีความคิดสร้างสรรค์ดี โดยเฉพาะงานศิลปะทุกแขนง การแสดง ดนตรี และการ ประดิษฐ์สิ่งของสวยงามที่มีความละเอียดประณีต มีลางสังหรณ์ที่ดี




มือบอบบางมาก :: รูปมือยาวแคบและดูบอบบางมากๆ เป็นคนที่คิดฝันมีจินตนาการสูงมาก สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน ไม่ชอบความรุนแรง เชื่อคนง่าย และมีร่างกายที่อ่อนแอ ไม่ชอบทำงานที่ใช้กำลัง มีความรู้สึกที่ไวมาก มีลางสังหรณ์ดีเยี่ยม คาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ดี



“มือ” ถือว่าเป็นอวัยวะที่เราใช้บ่อยที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นการหยิบ จับสิ่งของ การเขียนหนังสือ ฯลฯ

ดังนั้นจึงไม่ควรลืมทำความสะอาด และทาครีมปกป้องมือคู่สวยของตัวเองด้วยนะจ๊ะ