วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลักษณะมือ....ทายนิสัย





ยื่นมือซ้าย หรือขวาออกมา หลังจากนั้นก็พินิจพิจารณากันให้ดีๆ ว่ามือขอน้องๆ มีรูปร่างลักษณะอย่างไร อ๊ะๆ กำลังสงสัยกันใช่ไหมว่าเพราะอะไรพี่ปัดถึงให้ดูมือของตัวเอง ก็เพราะลักษณะของมือนั้นสามารถบ่งบอกนิสัยของเราได้!!

มือสี่เหลี่ยมด้านเท่าหรือเกือบเท่า :: แสดงว่าเป็นนักปฏิบัติ ทำมากกว่าพูด จิตใจหนักแน่นมั่นคง แต่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน อดทนต่องานที่ใช้กำลังกายได้ดี ชอบทำงานกลางแจ้ง ไม่ชอบงานที่ต้องใช้ความประณีตละเอียดอ่อน หรือใช้ความคิดวิเคราะห์รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ แต่เป็นคนที่วางแผนระยะยาวได้ดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตัดสินใจได้เด็ดขาดไม่โลเล ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ทำอะไรก็มีระเบียบแบบแผนดี ชอบทำตามระเบียบแบบแผนเดิมๆ




มือรูปใบพาย :: ลักษณะฐานมือกว้างกว่าด้านปลายนิ้ว มีความยาวมากกว่ากว้าง เป็นคนอยู่ไม่สุข ชอบคิดชอบทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา มีความคิดสร้างสรรค์ดี กระตือรือร้นอยู่เสมอ แต่ค่อนข้างใจร้อน ทำอะไรอยากเห็นผลเร็วๆ มีโครงการอยู่ในหัวเสมอ ถ้าเนื้อฝ่ามือแข็งจะเป็นช่างและนักบริหารที่ดีได้ แต่ถ้าเนื้อฝ่ามืออ่อนนุ่มเกินไปก็จะเป็นคนคิดมากกว่าทำ ฟุ้งซ่าน ไม่ได้ลงมือทำจริงๆ สักที


มือข้อนิ้วเป็นปุ่มปมโตเห็นได้ชัด :: เป็นคนมีเหตุมีผลดี ควบคุมอารมณ์ได้ดี มีสติปัญญาและความจำดี มีความคิดที่ละเอียดลึกซึ้ง มีจิตวิทยาสูง สนใจในศาสนาและศาสตร์ลี้ลับ มีความอดทนและมานะพยายามเป็นเลิศ เป็นคนพูดจริงทำจริง





มือเรียว :: รูปมือค่อยๆ เรียวลงทางปลายนิ้ว อย่างสวยงาม เป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย แปรปรวนง่าย ความรู้สึกไว เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ไม่ค่อยอดทน เบื่อง่าย ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้เก่ง มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นคนมีเสน่ห์ ดูสดใสร่าเริงเวลาที่อารมณ์ดี เวลาอารมณ์เสียก็จะเกรี้ยวกราดไม่มีเหตุผล มีความคิดสร้างสรรค์ดี โดยเฉพาะงานศิลปะทุกแขนง การแสดง ดนตรี และการ ประดิษฐ์สิ่งของสวยงามที่มีความละเอียดประณีต มีลางสังหรณ์ที่ดี




มือบอบบางมาก :: รูปมือยาวแคบและดูบอบบางมากๆ เป็นคนที่คิดฝันมีจินตนาการสูงมาก สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน ไม่ชอบความรุนแรง เชื่อคนง่าย และมีร่างกายที่อ่อนแอ ไม่ชอบทำงานที่ใช้กำลัง มีความรู้สึกที่ไวมาก มีลางสังหรณ์ดีเยี่ยม คาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ดี



“มือ” ถือว่าเป็นอวัยวะที่เราใช้บ่อยที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นการหยิบ จับสิ่งของ การเขียนหนังสือ ฯลฯ

ดังนั้นจึงไม่ควรลืมทำความสะอาด และทาครีมปกป้องมือคู่สวยของตัวเองด้วยนะจ๊ะ

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Creative Foody People Art










































































กินถั่วดีต่อสุขภาพ



อาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพอย่างหนึ่ง คือ ถั่วชนิดต่างๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว ทางโภชนาการคงไม่แนะนำให้กินถั่ววันละหนึ่งกำมือเพื่อลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพ สำหรับสรรพคุณเด่นๆ ของถั่วเป็นอย่างไรบ้างนั้น เกร็ดความรู้มีมาบอก



เริ่มจากประโยชน์ในการรักษารูปร่าง คนกินอัลมอนด์ วอลนัท แม็กคาเดเมีย บราซิลนัท พีแคน และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นประจำจะมีรูปร่างที่ผอมกว่าคนที่ไม่กิน เนื่องจากมีใยอาหาร อีกทั้งสารอาหารหลายชนิดในถั่วช่วยลดการดูดซึมไขมัน ทั้งยังทำให้รู้สึกอิ่มท้อง


ถั่วยังมีคุณค่าในการลดคอเลสเตอรอล ด้วยถั่วอัลมอนด์ ที่กินแล้วจะช่วยลดไขมันตัวร้าย และเพิ่มไขมันตัวดี ส่วนพีแคน เพียงกินวันละหนึ่งกำมือ ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ ร้อยละ 11.3



ส่วนสรรพคุณต้านมะเร็ง อยากได้ต้องกินถั่ว วอลนัท พีแคน และบราซิลนัท เนื่องจากมีสารในการชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอดและต่อมลูกหมาก และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุการเกิดมะเร็ง


การกินถั่วลิสง และวอลนัท ยังสามารถป้องกันโรคหัวใจ เพราะสารอาหารในถั่วดังกล่าว ช่วยลดปริมาณไขมันตัวร้าย ซึ่งหากมีไขมันชนิดนี้อยู่มากจะเสี่ยงภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือด และภาวะหลอดเลือดแข็ง นอกจากนี้ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงดี หากกินถั่วเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับคนไม่กินถั่ว


นอกจากนี้ ถั่วลิสง และวอลนัท ช่วยลดเสี่ยงโรคเบาหวาน และดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่แล้ว เนื่องจากช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน ดีต่อสุขภาพ ป้องกันโรคได้อย่างนี้




กินถั่วแทนขนมขบเคี้ยวรสหวานกันดีกว่า

แนะการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงน้ำท่วม




แนะการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงน้ำท่วม



กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแนะการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงน้ำท่วมโดยห้ามใช้ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ในการอพยพหนีน้ำท่วมอย่างเด็ดขาด เพราะความแรงของกระแสน้ำอาจพัดพาหนะจมน้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินข้ามลำน้ำที่มีระดับน้ำสูงเหนือเข่าและไหลเชี่ยวกราก เพราะอาจถูกน้ำพัดหรือได้รับอันตรายจากท่อนไม้ ก้อนหิน ที่ลอยมาตามน้ำได้ หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือพายเรือเข้าใกล้เสาไฟฟ้า เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด รวมถึงไม่เข้าไปในบริเวณทางน้ำไหลผ่านหรือร่องน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีรอยแยกของหน้าดิน เพราะหากมีฝนตกลงมาซ้ำ ดินอาจอุ้มน้ำไว้ไม่ไหวและพังถล่มลงมาได้



อีกทั้งไม่ลงเล่นน้ำหรือจับปลาในบริเวณที่น้ำท่วม เนื่องจากความแรงของกระแสน้ำอาจพัดพาให้จมน้ำเสียชีวิตได้ เพิ่มความระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำขึ้นมาอาศัยอยู่ในบ้านเรือน เช่น งู ตะขาบ ควรสวมรองเท้าบู๊ตทุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำ เพื่อป้องกันการเหยียบเศษวัสดุที่อยู่ใต้น้ำ เช่น เศษแก้ว กระเบื้อง ตะปู



หากต้องเดินลุยน้ำในช่วงกลางคืนควรใช้ไฟฉายและถือไม้นำทางตลอดเวลา เพื่อป้องกันการเดินตกท่อระบายน้ำที่น้ำท่วมจนมองไม่เห็น ในการช่วยเหลือคนตกน้ำให้ใช้ห่วงยาง ลูกมะพร้าว หรือโยนเชือกให้คนที่ตกน้ำยึดตัวเองไว้ จะปลอดภัยมากกว่าการลงไปช่วยด้วยตัวเอง ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยสามารถขอความช่วยเหลือที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บทความที่ทำให้คุณรักในหลวงมากขึ้น

ไปเที่ยวห้องไกลบ้านมา เจอบทความ " ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ "

ไปเที่ยวห้องไกลบ้านมา เจอบทความ " ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ "

ได้อ่านบทความนี้จากเพื่อนใน FB ค่ะ เลยอยากจะเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆ พี่ๆ ลุง ป้า น้า อา ในห้องได้อ่านกันด้วยค่ะ


จากคุณ Pattama Fumfuang

ขอบคุณมาก ซึ้งจริงๆซึมเลยเรา เราคนไทยเองยังไม่คิดลึกซึ้งเท่านี้เลย ขออนุญาตส่งต่อนะคะอยากให้ทุกคนได้อ่าน

ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ

ไหน จะเขมร พม่า น้ำท่วม พายุ คลิป เสธหนั่น การประท้วง.. ที่สำคัญการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามหน้าwall และในหลายเว็ปไซ ด์....พาทั้งผมและคนไทยเครียดกันเป็นแถบๆ ถ้าไม่ให้ตกเทรนคงต้องคุยกันแต่เรื่องพวกนี้ แต่วันนี้มีเรื่องเล่าให้หายเครียดกับบรรยากาศบ้านเมือง แต่คนทำให้หายเครียดกลับไม่ใช่คนไทย กลายเป็นคนต่างชาติไปซะนี่...แปลก ซึ้ง แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง...ถ้ามีฝีมือใ นการถ่ายทอดพอคงได้ เห็นน้ำตาซึมออกมา เพราะความปีติอีกครั้ง...ตามมาครับ



เมื่อวัน ก่อน พอดีมีโอกาสต้อนรับนักธุรกิจชาวอังกฤษหนึ่งท่าน ที่มาตามงานที่เขาสั่งไว้..ตามภาษาคนทำ ธุรกิจเลยต้องรับขับสู้ให้ดี ที่สุดเพื่อโชว์ความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจ....เรื่องมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร มื้อค่ำครับ....เราก็ทานกันไปตามปรกติมาอีตอน ท้ายๆการสนทนาครับ...จำได้ว่า เราคุยกันเรื่องการลงทุนนี่แหละครับ...อยู่ดีๆ ฝรั่งตาน้ำข้าวก็พูดขึ้นมา ว่า..."คุณรู้ไหม ทำไมคนต่างชาติหลายๆประเทศทำไมตัดสินใจมาลงทุน ที่เมืองไทย "..เราก็ตอบไป ตามสไตล์คนอยากรู้ว่า ...ไม่รู้ เข้าทางฝรั่งเลยครับ เขาพูดขึ้นมาว่า "ส่วนมาก แล้วจะประเมินกันว่าแรงงานประเภทงานฝีมือคนไทยมี ศักยภาพสูงสุดในแถบเอเซีย สูงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ตอนนี้จะพอมีใช้ได้ก็เวียดนาม แต่ยังห่าง"....แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักนะครับ เพราะสิ่งที่นักธุรกิจคนนี้พูดต่ออกมาคือ....."แต่ปัจจัย หลักที่พวกเขา ตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทยเป็นเพราะ "ในหลวงฯ.."..เริ่มอึ้งไป ชั่วขณะเพราะงง..จึงถามกลับไปว่าทำไมจึงเป็น เพราะ ในหลวงฯ...มาฟังคำตอบชัดๆเลยครับ..

"ก็เพราะ ประเทศคุณมี king of king...(แปลไม่ถูก เพราะหัวใจมันพองโตขึ้นมาในทันใด)...พวกเราเป็น ที่รู้กัน มาตลอดว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน มันจะผ่านไปได้ทุกครั้ง แม้นกระทั้งความรุนแรงหรือความแตกแยกทางความคิดใดๆ หากเกิดขึ้น...เพียงในหลวงฯของคุณบอกให้ จบทุกอย่างจะจบ ด้วยความสงบสันติ"...แล้วผมก็ถาม กลับไปว่าตอนนี้เรายังมีปัญหาอยู่เลย..เขา ตอบกลับทันทีว่า "เรื่องการจราจลเผาเมืองที่ผ่านมาเขาตามข่าวมาตลอดด้วยความเป็นห่วง แต่ที่แปลกใจก็คือครั้งนี้ในหลวงไม่ออกมา แต่นั้นทำให้เขารู้ว่า..ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องความ"แตกแยก"แต่เป็นเรื่อง"การเมือง" ในหลวงฯจึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว"......

...จบตอนนี้ผม อึ้ง ทึ่ง สมองสั่งการให้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันทีว่า..จริงด้วยเราหลงทางหรือเปล่าที่ คิดว่าเราแตกความสามัคคี จริงๆแล้วเป็นเรื่องการเมือง ของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น....คิดได้เท่านั้นทุกอย่างก็หยุดลง เพราะคำว่า"ในหลวง"ที่มี คุณูปการมากมายที่มีต่อคนไทย จนคนไทยอย่างเราเองคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงว่าคนต่างชาติมาลงทุนบ้านเราเพราะพระบารมีของพระองค์...ผมกับคุณพ่อเริ่มออกอาการซึมเพราะมันรู้สึกตื้นตัน อย่างบอกไม่ถูกเวลานั้น..... ทุกอย่างแห่งความซาบซึ้งน่าจะจบลงตรงนั้นแต่แล้ว..น้ำตามันซึมออกมาเองอีก ครั้ง...เมื่อตอนคนมาเก็บเงินค่าอาหาร...ในตอนที่ เอาเงินส่งให้พนักงาน...ฝรั่งคนเดิมพูดขึ้นมาอีก ว่า....

"คน ไทยนี่โชคดีจริงๆนะ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร มีในหลวงฯคอยติดตามเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา"....ผมกับพ่อ หันไปมอง คราวนี้พ่อผมถามเองเลยว่า..คุณรู้ได้อย่างไร เขาตอบกลับทันทีเลยว่า...."ก็ผมเห็น ธนบัตรไทยมีรูปในหลวงฯของพวกคุณอยู่ ทุกๆใบแม้นกระทั่งในเหรียญที่มีค่าน้อยที่สุดถึงมีค่ามากที่สุดในธนบัตร เห็นเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดังนั้นเวลาคนไทยไปไหน ในหลวงฯจะอยู่กับคนไทยตลอดเวลา ไม่เคยห่างกัน ผมยังสงสัยเลยว่า ทำไมรัฐบาลคุณไม่ พิมพ์คำว่า.."เรารักในหลวง" ลงไปในธนบัตร.."..ทั้งผม ทั้งพ่อน้ำตากลั้นไม่ ไหวจริงๆครับ มันซึมออกมาแบบไม่อายเลย น้ำลายมันก็กลืนไม่เข้าเวลานั้น....."เท่ห์" มากครับ ที่เกิดเป็นคนไทย หัวใจมันพองโต จนรู้สึกว่าตายกี่ชาติต่อกี่ชาติ ขอให้ได้เกิดเป็นคนไทยทีเถิด....


ส่งแขก เสร็จกลับบ้านกับพ่อสองคน..ตลอดทางไม่พูดกันซักคำ ต่างคนต่างเงียบ ผมก็ได้แต่นั่งคิดถึงคำพูดไอ้ฝรั่งคนนี้มาตลอดทาง มันเป็นความสุขที่ได้รับแบบคาดไม่ถึงจริงๆครับ ....พอถึงบ้านจอดรถให้พ่อลงที่หน้าบ้านเห็นแม่มายืนรออยู่...พอพ่อลงรถคำแรก ที่พ่อพูดกับแม่คือ..ถามลูกมันดูซิว่า แกรรี่เค้าพูดถึงในหลวงว่ายังงัย.....จบครับ เป็นอันว่าตลอดทางที่กลับบ้านพ่อผมคิดถึงแต่เรื่องในหลวงฯแน่นอน.....


เรื่อง ทั้งหมดที่เล่าคงอธิบายความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอดทั้งหมดไม่ได้ แต่อยากแบ่งปันครับ....แบ่งปันให้พวกเราเก็บ เรื่องดีๆนี่ไว้ในความทรงจำ เพื่อแบ่งปันกันต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คนอื่นมองเห็นเราชัดเจนกว่าตัวเราที่เป็นคนไทย ซะอีก...คำว่า เป็นเรื่อง"การเมือง" ไม่ใช่ เรื่องความ"แตกแยก"....อาจเป็นคำ ตอบให้คนไทยกลับมาคิดทบทวนกันอีก ครั้งว่า..เราแตกแยกกันจริงหรือ..เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่ สุด จนคนทั้งโลกยังอิจฉาแต่เราบางคนกลับมองไม่เห็น......

เพิ่งรู้ และสัมผัสกับคำว่า หัวใจพองโต...มันคับฟ้าคับแผ่นดิน..จริงๆนะ ครับ..ที่สำคัญคือ..การที่รู้สึก แบบนี้ได้เป็นเพราะ..ผมเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดเป็น "พ่อของ แผ่นดิน"..พระองค์ฯ ต้องอยู่เป็นมิ่งขวัญให้คนไทยทั้งแผ่นดินตลอด ไป ....จริงไหมครับ..????



ที่มา : http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H10706896/H10706896.html